iake

I doubt, therefore I think, therefore I blog

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ : ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรม วรรณกรรมยุคเปลี่ยนผ่าน

ถอดเทป ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ หัวข้อ ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน โดย ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ เสาร์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ หอประชุมศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ฯฯฯฯฯฯฯฯ

นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นต้นมา เราคงสรุปได้อย่างค่อนข้างชัดเจนแล้วล่ะว่า มันมีปัญหาอย่างที่เราเจออยู่ทุกวันนี้ และผมก็คิดว่า วรรณกรรมไทยและนักเขียนไทยนี่ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญอันจะเป็นบททดสอบและบทพิสูจน์ตัวตนอันแท้จริงของวรรณกรรมและนักเขียนไทยร่วมสมัย ทั้งนี้เพราะในขณะนี้ได้เกิดเงื่อนไขสำคัญ ๒ ประการ

หนึ่งคือ แวดวงวรรณกรรมและสังคมไทย — แวดวงวรรณกรรมไทยกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของวรรณกรรมไทย ในขณะเดียวกันวรรณกรรมไทยก็กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของสังคม

ผมจะพูดในหัวข้อที่หนึ่งก่อน คือประเด็นเรื่อง ยุคเปลี่ยนผ่านของวรรณกรรมไทย โดยจะเริ่มจากเหตุการณ์เล็ก ๆ เหตุการณ์หนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โตอะไร แต่ในแวดวงวรรณกรรมก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องสั่นสะเทือนวงการพอสมควร ก็คือว่า เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๑๕๕๓ ใน งานชุมนุมช่างวรรณกรรมประจำปี คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี ซึ่งเป็นบรรณาธิการวารสาร ช่อการะเกด ได้ประกาศปิดวารสารช่อการะเกด โดยบอกว่าเป็นการปิดแบบชั่วคราว เป็นการลาทีมิใช่ลาก่อน แต่ผมเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย ผมอาจจะมองว่าการลาทีมิใช่ลาก่อนของช่อการะเกด นี่น่าจะเป็นลาแล้วลาเลยมากกว่า เพราะถ้าคิดว่าจะได้พบกันอีกนี่คงเป็นชาติหน้าตอนค่ำ ๆ ไม่ใช่ตอนบ่ายด้วยซ้ำไป — ในทัศนะของผมเอง คือผมมองว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าช่อการะเกดขึ้นอีกในสังคมไทย

ช่อการะเกดนี่เป็นวารสารที่ได้ชื่อว่ามีบทบาทสำคัญในการผลิตนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ ที่นำเสนอวรรณกรรมแนวต่างๆ ได้อย่างน่าท้าทายน่าชื่นชม โดยเฉพาะในช่วงยุคสองของช่อการะเกด คือประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๔๒ ช่อการะเกดได้กลายเป็นตำนานอันสำคัญอันหนึ่งที่คนพูดถึงกัน และคนก็คาดหวังว่าเมื่อกลับมาในยุคที่สาม คือ พ.ศ. ๒๕๕๐ นี่ ก็นึกว่าจะเป็นการต่อยอดขยายรากของช่อการะเกดในรุ่นที่สอง แต่ปรากฏว่ามันออกมาในทางตรงกันข้าม

จากการเปิดเผยคุณสุทธิพงษ์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินกับวารสารเล่มนี้ เปิดเผยในตอนหนึ่งว่าที่ มันต้องปิดตัวลงก็เพราะว่ายอดจำหน่ายน้อยมาก ขายได้สองสามร้อยเล่มต่อฉบับ มันน่าใจหายเพราะมีผู้ส่งเรื่องมาให้พิจารณาเยอะมาก บางฉบับนี่เป็นพันเรื่อง ก็แสดงว่ามีนักเขียนเป็นพันคนที่ส่งเรื่องมาให้คุณสุชาติพิจารณา แต่มันก็ตลกนะว่า มีคนส่งเรื่องมาพันคนแต่ว่าหนังสือขายได้แค่สองสามร้อยเล่ม

ผมเลยรู้สึกเหมือนกับว่า บ้านเรามีแต่นักเขียน ไม่มีนักอ่าน คุณคิดดูง่าย ๆ ว่า คนร้อยคนที่เขียนหนังสือและอยากให้หนังสือตัวเองปรากฏในช่อการะเกด แต่ว่า — เราก็นึก — ถ้าผมเป็นนายทุน ผมคิดว่า ก็อย่างน้อยเราต้องได้ลูกค้าพันคนนี้หล่ะวะ แน่ ๆ ชัวร์ ๆ มันต้องซื้ออ่าน ปรากฏว่าไอ้พันคนที่ส่งเรื่องมาให้เราพิจารณานี่มันไม่ซื้อหนังสือเราอ่าน ผมก็เลยไม่รู้ว่านักเขียนบ้านเราเนี่ยมันยังไงกันแน่ ขนาดคุณเองยังไม่อยากซื้อหนังสือที่คุณคาดว่าจะได้ลงเรื่องของคุณ แล้วคุณจะไปอ่านหนังสืออะไรอีก ผมก็ยังนึกไม่ออก

อันนั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ผมคิดว่า ในแง่หนึ่งมันก็สะท้อนอะไรบางอย่าง แต่ผมคิดว่าปรากฏการณ์เรื่องการปิดตัวของช่อการะเกด มันมีนัยยะที่สำคัญกว่านั้น กว่าแค่เรื่องนักเขียนไม่อ่านหนังสือ

อาจพูดให้เท่ ๆ หน่อยว่า อวสานของช่อการะเกด อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ อวสานวรรณกรรมในฐานะกิจกรรมอิสระของปัจเจกบุคคล และการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมวรรณกรรม อันเป็นส่วนหนึ่งของยุคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมขุนนางกึ่งผูกขาด

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เกษียร เตชะพีระ : สั่งให้รักพ่อ

ถ้าคุณคิดคะแนนการกราบพ่อ คุณจะรู้แน่ได้ไงว่าเด็กกราบพ่อเพราะรักเคารพพ่อจริง ๆ หรือเพราะกลัวไม่ได้คะแนน?

และถ้าเด็กกราบพ่อเพราะอยากได้คะแนนแล้ว มันจะสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์แต่ต้นได้อย่างไร?

ความรักที่กำกับบงการบังคับขับไสด้วยการให้คุณให้โทษนั้น มันกัดกร่อนบ่อนทำลายสารัตถะของความรัก — ซึ่งก็คือความจริงใจและสมัครใจอย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีผลประโยชน์ได้เสียมาเกี่ยวข้อง — จนบูดเปรี้ยวเน่าเสียไปหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

6/2(1+2)

จากทวิต @nopparat เมื่อวันก่อน กด Google ดู ได้ 9 มันแบ่งเป็น

  • (6 / 2) * (1 + 2) = 9

ส่วน Wolframalpha ก็ได้ 9

กดเครื่องคิดเลขของผม SHARP scientific calculator รุ่น EL-509L

  • 6/2(1+2) ได้ 1
  • 6/2*(1+2) ได้ 9

ไม่รู้มันคำนวนต่างกันยังไง ตอนแรกผมคิดว่า คูณกับหารนั้นความสำคัญไม่เท่ากัน คิดว่ามันคำนวนเป็นลำดับกันไป เลยคิดว่า PEMDAS กับ BIDMAS จะได้ค่าต่างกัน

PEMDAS: 6/2(1+2)

  1. Parentheses first
    • (1+2) = 3
    • 6/2(3)
  2. Multiplication
    • 2*3 = 6
  3. Division
    • 6/6 = 1

ส่วน BIDMAS: 6/2(1+2)

  1. Brackets first
    • (1+2) = 3
    • 6/2(3)
  2. Division
    • 6/2 = 3
  3. Multiplication
    • 3*3 = 9

แต่ความจริงแล้ว หารกับคูณคิดพร้อมกัน priority เท่ากัน อีกเว็บก็ว่า

Divide and Multiply rank equally (and go left to right)

Add and Subtract rank equally (and go left to right)

ดังนั้นจะเรียก PEMDAS หรือ BIDMAS ผลลัพธ์มันก็ต้องออกมาเหมือนกัน คือ 9

  1. Brackets/Parentheses ทำในวงเล็บก่อน
    1. (1+2) = 3
  2. Multiplication and Division (left-to-right)
    1. 6/2(3)
    2. 6/2*3
    3. 3*3 = 9

แต่ที่เครื่องคิดเลขผม ผลลัพธ์ออกมาเป็น 1 แสดงว่ามันแบ่งเป็นแบบนี้แน่ ๆ

  • 6/(2(1+2))

ลองกดดูโดยแบ่งวงเล็บแบบนั้น ได้ 1 จริง ๆ

คุณ @nopparat บอกว่า จริงๆแล้วคือ 6 * (1/2) * (1+2) = 9 แต่คนเข้าใจผิดว่า 6 / (2*(1+2)) = 1

(เพิ่มเติม) พี่เล็กมาโพสความคิดเห็น ผมยกเอาไว้บนส่วนบทความเลย

ถ้าเขียน 6 / 2 x (1 + 2) คำตอบคือ 9 ครับ

แต่เนื่องจากโจทย์เขียน 6 / 2 ( 1 + 2 ) คำตอบอาจเป็น 1 ได้ เพราะในทางวิทยาศาสตร์ การเขียนสูตรคำนวณบางทีจะใช้เครื่องหมายจุด . หรือขีด - แทนการคูณ แต่ให้มีศักดิ์การคำนวณสูงกว่าตัวหาร เช่น การเขียนว่า

a/bc หมายถึง a / (b x c)

ดังนั้น คำถามนี้จึงควรตอบ 1 ในบริบทนี้ เพราะ 6 / 2 (1 + 2) ให้ถือว่าต้องทำ 2 x (1 + 2) ก่อน.

สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)