1 skip to main
3 skip to sidebar

Wednesday, February 14, 2007

4 | สุธี

สุธีกับอำภาเจอกันที่ลานโบว์ลิ่ง อำภาเพิ่งเข้ามาโยนโบว์ลิ่งเป็นครั้งแรก เธอโยนลูกโบว์ลิ่งข้ามเลนไป ๗ เลนมาตกแทบเท้าของสุธี

สุธีหันกลับไปมองที่มาของลูกโบว์ลิ่ง "รักแรกพบ" เขานึกในใจ แล้วก็ขว้างลูกโบว์ลิ่งลูกนั้นข้ามกลับไปอีก ๗ เลน มาตกทับตีนอำภา เธอฝืนยิ้ม

แล้วทั้งสองก็คบหากัน

เย็นวันนึงบนเก้าอี้บริเวณหน้าช่องโยนโบว์ลิ่ง สุธีกับอำภานั่งมองโคมไฟบนเพดานกันเงียบๆ หลังจากที่โยนลูกโบว์ลิ่งทับขาเด็กเสิร์ฟแถวนั้นหักไป ๒-๓ คน

"สุธี คุณรู้ตัวรึเปล่าว่าเราน่ะคบกันมาจะครบปีหนึ่งแล้ว" อำภาถามขึ้นเบาๆ

สุธีเงียบไป เขาเอามือลูบไล้ลูกโบว์ลิ่งสีดำเล่นพลางคิดว่า ถ้าเขาจะเปลี่ยนลูกโบว์ลิ่งเป็นสีช๊อกกิ้งพิ้งก็คงไม่เลว สีสเปรย์ที่ใช้พ่นสมัยนี้ติดทนทานดีเสียด้วย สุธีเอามือลูบไปลูบมา นิ้วชี้ก็ดันเข้าไปติดอยู่ในรูแหย่นิ้ว

อำภารู้สึกอึดอัดในความเงียบ เริ่มคิดไปอีกทางว่าเธอไปกวนใจเขามากเกินไปรึเปล่าที่พูดแบบนี้ เดี๋ยวเขาจะว่าเธอพูดเพื่อผูกมัดเขา

"อะไรนะ นี่จะหนึ่งปีแล้วเหรอ" สุธีพูดขึ้นมา ตอนนี้นิ้วกลางติดเข้าไปอีกนิ้วหนึ่ง

อำภาคิดต่อ "หรือเราคิดไกลไปถึงขั้นการแต่งงานเลย เราไม่ควรที่จะไปหวังอะไรลมๆ แล้งๆ กับผู้ชายที่คบกันมาแค่หนึ่งปี"

"หนึ่งปี" สุธีคิด "นั่นหมายความว่า เราเล่นโบว์ลิ่งมาสองปีแล้วสิ เพราะตอนที่เจออำภาเราเล่นมาหนึ่งปีแล้ว ลูกโบว์ลิ่งลูกนี้ก็ซื้อมาตั้ง ๒ ปีแล้วด้วย แต่แปลกใจอยู่อย่างทำไมรูนิ้วยังไม่หลวมพอดีนิ้วเสียที"

อำภาเองก็ยังคงจมอยู่ในความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ "เขาทำหน้าครุ่นคิดอย่างนี้ เขาคงจะไม่สนใจในความสัมพันธ์จริงๆ ด้วย"

สุธีพยายามดึงนิ้วออก เขาคิด "วันนี้ถ้าเราเอาลูกโบว์ลิ่งกลับบ้าน น่าจะแวะปากซอยซื้อตะไบมาขัดรูนิ้วสักหน่อยคงดี แต่ร้านปากซอยขายของแพงชะมัด"

ความคิดคำนึงแต่เพียงฝ่ายเดียวยังคงทำงานต่อไป อำภาเริ่มรู้สึกโหวงๆอยู่ข้างใน เธอเริ่มโทษตัวเองว่าไม่ควรชวนเขาคุยเรื่องนี้ ภาพฝันที่เธอวาดถึงผู้ชายของเธอมันอาจจะมากเกินไป เธอฝันอยากได้ยินคำว่าไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรในงานแต่งงาน บางทีมันอาจจะมากเกินไปจริงๆ

"ฉันเข้าใจแล้วล่ะ" เธอแอบปาดน้ำตา "ทั้งไม้เท้าทั้งกระบอง มันไม่มีหรอกทั้งสองอย่าง"

"อะไรนะ" สุธีดึงนิ้วออกมาจนได้ "กระบองอะไรหรืออำภา" เขานึกวิธีที่จะไม่ต้องใช้ตะไบมาถูรูนิ้วบนลูกโบว์ลิ่งได้แล้ว กระดาษทรายเบอร์ละเอียดหน่อยน่าจะดีกว่า แล้วถ้าร้านปากซอยขายแพงนัก เดี๋ยวแวะซื้อที่ห้างก็ได้

"เปล่าหรอก ไม่มีอะไร" อำภาฝืนยิ้ม

คืนนั้นอำภากลับบ้านร้องไห้น้ำตาเปียกหมอน ตาบวมฉึ่งเป็นซาลาเปาไส้หมู แล้วก็ยกหูโทรศัพท์คุยกับสมศรีเพื่อนสนิท สี่ชั่วโมงเต็มในการโทรศัพท์ หมดไปกับการวิเคราะห์ทุกคำพูดของการพูดคุยของเธอกับสุธีวันนี้ แล้วอำภากับสมศรีก็คุยเรื่องนี้กันไปอีกเป็นสัปดาห์ เรื่องอย่างนี้คุยกันเท่าไหร่ก็ไม่รู้เบื่อ

สุธีเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งของอำภาตอนเดินเข้าโรงโบว์ลิ่ง เขาถามสั้นๆตอนที่คุยเรื่องทั่วๆไป "สมศรีมีกระบองอะไรหรือ"



หลังจากกลับมาโยนโบว์ลิ่งกันใหม่ สุธีกับอำภาก็ยังคงมองหน้ากันไม่สนิทนัก แม้ว่าลูกโบว์ลิ่งจะไม่ทับตีนของอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรู้ดีว่าเขาและเธอต้องปรับความเข้าใจกันให้กระจ่างกว่านี้

"สุธีคะ" อำภาพูดขึ้นตอนหนึ่งหลังจากที่ยกแก้วชามะนาวที่เด็กเสิร์ฟมาส่งให้วางบนโต๊ะ

"ขอมะนาวฝานเพิ่มอีกชิ้นหนึ่งได้ไหมน้อง" สุธีพูดกับเด็กเสิร์ฟ

"ไม่ได้ครับ" เด็กเสิร์ฟพูดยิ้มๆ "เดี๋ยวพ่อครัวจะว่าเอาครับ"

"ทำไมล่ะน้อง ก็แค่ชิ้นเดียวเอง"

"สุธีคะ...เอาของภาไปก็ได้ค่ะ" อำภาบอกเขา

"ไม่เป็นไรหรอกภา...เดี๋ยวก่อนน้อง ทำไมขอเพิ่มอีกชิ้นไม่ได้เหรอ...แค่มะนาวฝานชิ้นเดียวเอง" สุธีไม่ยอม

"พ่อครัวเขาบอกว่าให้ไม่ได้อีกแล้วครับ" เด็กเสิร์ฟหน้าเสีย

"อ้าว ทำไมเล่า" สุธีลุกขึ้น

"พ่อครัวบอกว่า อาทิตย์ไหนที่พี่มาโยนโบว์ล มะนาวหมดครัวทุกทีเลย ก็พี่ขอแต่มะนาวฝานๆ เมื่อวานพี่ก็ขออย่างนี้เกือบ ๔๐ ลูก ผมไปก่อนนะครับ โต๊ะนั้นเรียกแล้ว" เด็กเสิร์ฟรีบเดินออกไป

"อะไรกันวะ" สุธีหัวเสีย

"สุธีคะ..." น้ำเสียงปนสะอื้นของอำภาดังขึ้น สุธีหันมามอง

"อำภาเกิดอะไรขึ้น"

"ธี...ไม่เคยสนใจความรู้สึกของภาเลย"

"เอาอีกแล้ว คุณพูดอย่างนี้อีกแล้ว" สุธีนั่งลง

"หรือไม่จริงล่ะ ภากำลังคุยกับคุณ คุณก็ไปเถียงอะไรกับเด็กเสิร์ฟก็ไม่รู้"

"ภา" น้ำเสียงของเขาอ่อนลง

"ภาเอาที่ไหนมาพูดว่าผมไม่สนใจคุณ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะสั่งมะนาวฝานเผื่อให้คุณก็ได้"

"สุธีคะ...สุธีจำวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาได้หรือเปล่า คุณไม่ได้สนใจภาเลย"

"ทำไมเหรอ...วันวาเลนไทน์ปีนี้มีอะไร ผมไม่สนใจคุณตรงไหน ผมมีหลักฐานนะ บันทึกในเครื่องแฟ็กซ์ของผมก็บอกไว้ชัดๆ ว่าผมแฟ็กซ์การ์ดวาเลนไทน์ไปให้คุณที่บ้านแล้ว ภา...ภาจะไปไหน รอผมก่อน"



ผ่านไปเกือบครึ่งปี สุธีกับอำภายังคบกันอยู่ สองคนเลิกโยนโบว์ลิ่งแล้ว เห็นได้ชัดว่านิ้วเท้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยแผลเป็น

ตอนนี้สุธีกำลังบ้าบอล บ้าเหมือนชายหนุ่มทุกคนในประเทศ เขารู้จักนักบอลทุกคน รู้วันแข่งของทุกการแข่งขัน เขาจดจำท่ายิงประตูได้ทุกลูก นักบอลคนไหนชอบสีอะไรรู้หมด ถึงอำภาจะฟังเขาพูดไม่รู้เรื่อง แต่เธอก็ไม่รำคาญอะไร

"สุธีคะ เสาร์นี้ว่างไหมคะ" อำภาเอ่ยขึ้นตอนเดินออกจากโรงหนัง

"วันเสาร์หรือ ผมก็ต้องไปบ้านภาอยู่แล้วน" สุธีล้วงข้าวโพดคั่วที่เหลืออยู่ในถุงใส่ปาก

"เสาร์นี้ธีจำได้หรือเปล่าว่าวันอะไร"

"วันอะไร" สุธียังงง

"ครบรอบ ๓ ปีที่เราเจอกัน" ผู้หญิงนั้นละเอียดอ่อนเหลือเกิน

"เหรอ..." สุธีไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่าน

ี้"เย็นวันเสาร์เราไปกินข้าวที่ร้านริมน้ำที่ไหนสักแห่งดีไหม หาที่ที่โรแมนติกหน่อย" อำภาชวน

"เสาร์นี้แมนยูฯแข่งกับลิเวอร์พูลเสียด้วย" สุธีเขย่าถุงข้าวโพด

"ไปไหม...ร้านทอร์นาโดเขาเพิ่งเปิด" อำภาทำเป็นไม่ได้ยินบ้าง

"แมตช์ที่แล้วแมนยูฯ เตะผมก็ไม่ได้ดู" สุธีเสียงอ่อย

"ไปนะคะธี...ภาจะได้จองโต๊ะ" อำภาดึงถุงข้าวโพดจากมือสุธีทิ้งถังขยะไป

"เอาอย่างนี้ดีกว่า เสาร์นี้ครบรอบ ๓ ปีที่เราเจอกันผมไปที่บ้านคุณ แล้วผมก็กุมมือคุณตอนดูฟุตบอล...ดีไหม"

บทโดย ประภาส ชลศรานนท์

4 ความคิดเห็น:

Anonymous said...

ไอ้เอก.... ต๊องส์... ฮี่ๆๆๆๆ

นุก said...

ฮิ ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้

แหวนหมั้น said...

http://www.supaporndiamond.com/diamondring.html

iake said...

มาโฆษณาซะงั้น T_T